ป้องกันก่อนสาย! แผนรับมือไฟไหม้ในโรงพยาบาลที่ทุกคนต้องรู้ (Hospital Fire Incident Management & Evacuation)

ความสำคัญของการป้องกันและรับมือกับเหตุไฟไหม้ในโรงพยาบาล

เหตุไฟไหม้ในโรงพยาบาลเป็นภัยพิบัติที่สามารถส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และระบบบริการสุขภาพโดยรวม

กรณีศึกษาจากเหตุการณ์จริง เช่น ไฟไหม้ที่โรงพยาบาล AMRI (อินเดีย, 2011) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 90 ราย เนื่องจากขาดมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

ผู้ป่วยในโรงพยาบาลหลายคนไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เอง ทำให้การอพยพเป็นเรื่องที่ซับซ้อน

การสูญเสียอุปกรณ์ทางการแพทย์ ข้อมูลเวชระเบียน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอาจส่งผลให้โรงพยาบาลต้องปิดให้บริการ

การป้องกันเหตุไฟไหม้ในโรงพยาบาล

เป้าหมายสูงสุดของโรงพยาบาลคือ หลีกเลี่ยงการอพยพหากไม่จำเป็น เพราะการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น การป้องกันไฟไหม้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยมีแนวทางดังนี้:

การออกแบบและวัสดุก่อสร้างที่ปลอดภัย

  • ใช้วัสดุที่ทนไฟ เช่น ผนังกันไฟ พื้นที่ออกแบบเป็นโซนป้องกันไฟ (Fire Compartments)
  • ติดตั้งประตูกันไฟ (Fire Doors) ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่อาจเป็นต้นเหตุของไฟไหม้

  • ตรวจสอบระบบไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน NFPA 70 (National Electrical Code)
  • หลีกเลี่ยงการใช้ปลั๊กพ่วงมากเกินไปในแผนกที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าหนาแน่น

การควบคุมแหล่งเชื้อเพลิงและสารไวไฟ

  • แยกเก็บสารเคมีและออกซิเจนให้เป็นไปตามมาตรฐาน NFPA 99
  • ห้ามใช้วัสดุตกแต่งภายในที่เป็นเชื้อเพลิง เช่น ผ้าม่านที่ไม่ผ่านมาตรฐานกันไฟ

ระบบดับเพลิงที่มีประสิทธิภาพ

ระบบสัญญาณเตือนภัยและตรวจจับไฟไหม้ (Fire Alarm System)

  • ติดตั้ง Smoke Detectors และ Heat Detectors ที่สามารถแจ้งเตือนอัตโนมัติ
  • ทดสอบการทำงานของสัญญาณเตือนภัยตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

ระบบดับเพลิงเบื้องต้น

  • ถังดับเพลิงประเภทต่างๆ ต้องมีอยู่ในทุกพื้นที่เสี่ยง เช่น Class A (วัสดุทั่วไป), Class B (ของเหลวไวไฟ), หรือ Class K (น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร)
  • หลักการใช้ถังดับเพลิง (P.A.S.S.):
    • Pull ดึงสลัก
    • Aim เล็งไปที่ฐานไฟ
    • Squeeze กดคันบีบ
    • Sweep ส่ายหัวฉีดไปมา

การอพยพ (มาตรการสุดท้ายที่จำเป็น)

การอพยพในโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลพิเศษ

ประเภทของการอพยพ

1. Horizontal Evacuation (การอพยพแนวราบ) ย้ายผู้ป่วยไปยังพื้นที่ปลอดภัยในชั้นเดียวกัน เป็นวิธีแรกที่ใช้ เพราะสะดวกและรวดเร็ว

  • ย้ายผู้ป่วยไปยังโซนปลอดภัยในชั้นเดียวกัน
  • เหมาะสำหรับกรณีที่ไฟยังจำกัดในบางส่วนของชั้น

2. Vertical Evacuation (การอพยพแนวตั้ง) ย้ายผู้ป่วยไปยังชั้นอื่น มักลงไปชั้นล่าง ใช้เมื่อทั้งชั้นไม่ปลอดภัย

  • เคลื่อนย้ายผู้ป่วยลงไปยังชั้นที่ปลอดภัย
  • ใช้เมื่อโซนที่ปลอดภัยในแนวราบไม่สามารถใช้งานได้ (หรือชั้นนั้นไม่ปลอดภัยโดยสิ้นเชิง)

3. Total Evacuation (การอพยพทั้งหมด)

  • ใช้ในกรณีที่อาคารไม่ปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง

4.Shelter-in-Place (อยู่ในที่ปลอดภัย): ให้ผู้ป่วยและพนักงานอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ หากการเคลื่อนย้ายมีความเสี่ยงสูง

5.Partial vs. Total Evacuation: อพยพบางส่วน (เฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ) หรือทั้งหมด (หากภัยคุกคามครอบคลุมทั้งโรงพยาบาล)
การอพยพเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะผู้ป่วยที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ เช่น เครื่องช่วยหายใจ มีความเสี่ยงสูงหากเคลื่อนย้าย

การจัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วยในการอพยพ
1️⃣ ผู้ป่วยที่สามารถเดินได้ -> ให้อพยพเองโดยมีผู้ดูแล
2️⃣ ผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อย -> ใช้เก้าอี้ล้อเลื่อน เช่นรถเข็น
3️⃣ ผู้ป่วยที่ต้องใช้เปลลำเลียง -> เคลื่อนย้ายโดยบุคลากร

การจัดการเหตุด้วยระบบ HICS

Hospital Incident Command System (HICS) เป็นโครงสร้างการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินในโรงพยาบาล

บทบาทสำคัญ:

  • Incident Commander: ผู้ตัดสินใจหลักในการอพยพ
  • Evacuation Coordinator: ผู้ควบคุมกระบวนการอพยพ
  • Medical Care Officer: ดูแลความปลอดภัยของผู้ป่วย

การเตรียมความพร้อมและการฝึกอบรม

แผนฝึกซ้อมและการอบรมบุคลากร

  • การซ้อมหนีไฟประจำปี
  • ฝึกปฏิบัติการใช้ถังดับเพลิงและระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
  • การอบรม R.A.C.E. สำหรับบุคลากรทุกคน
  • Rescue: ช่วยเหลือผู้ป่วยที่เสี่ยง เคลื่อนย้ายผู้ที่อยู่ในอันตรายทันทีออกจากบริเวณที่มีไฟและควัน โดยให้ความสำคัญกับผู้ป่วยที่เปราะบางก่อน
  • Alarm: แจ้งเหตุฉุกเฉิน เปิดสัญญาณเตือนไฟไหม้ทันที และใช้รหัสที่กำหนด เช่น “Code Red” เพื่อแจ้งทุกคนในโรงพยาบาล
  • Confine: จำกัดการแพร่กระจายของไฟ ปิดประตูและหน้าต่างทุกบานเพื่อจำกัดการแพร่กระจายของไฟและควันพิษ
  • Extinguish/Evacuate: ดับไฟหรืออพยพ
    หากไฟยังมีขนาดเล็ก ให้ใช้ถังดับเพลิงตามหลัก P.A.S.S. (Pull: ดึงสลัก, Aim: เล็ง, Squeeze: บีบ, Sweep: กวาด)
    หากควบคุมไม่ได้ ให้เริ่มอพยพทันที

    การตัดสินใจอพยพขึ้นอยู่กับ Incident Commander ซึ่งจะประเมินจากปัจจัย เช่น ความรุนแรงของไฟ ความเสียหายของโครงสร้าง หรือระดับควันพิษ

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมพร้อม:

  • เปลลำเลียง
  • รถเข็น
  • หน้ากากกันควัน
  • ป้ายไฟฉุกเฉิน

การดูแลผู้ป่วยหลังเหตุการณ์

หลังจากอพยพแล้ว จำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยต่อไปอย่างไร?

1. การตรวจสอบและติดตามผู้ป่วย

  • ใช้ระบบติดตามตำแหน่งและสถานะของผู้ป่วย

2. การรักษาความต่อเนื่องของเวชระเบียน

  • เก็บสำรองข้อมูลผู้ป่วยไว้ในระบบ Cloud

3. การสนับสนุนทางจิตใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

  • ให้การปรึกษาแก่ผู้ป่วยที่มีความเครียดจากเหตุการณ์

ผู้เขียน

ศุภนันท์, วศ. นฉพ.

Leave a comment

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑