10 เรื่องต้องรู้ “การกู้ภัยทางสูง” สำหรับผู้ปฏิบัติการฉุกเฉิน

1. มีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ Technical Rope Rescue

Technical Rope Rescue หมายถึงการใช้เชือก อุปกรณ์กลไก และเทคนิคพิเศษในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพื้นที่ที่เสี่ยงอันตราย การกู้ภัยประเภทนี้แบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะของพื้นที่และระดับความลาดชัน Low Angle (20-45 องศา) เหมาะสำหรับพื้นที่ลาดชันที่ผู้ปฏิบัติการสามารถเดินได้ น้ำหนักส่วนใหญ่ลงที่เท้าของผู้ปฏิบัติการ ในขณะที่ High Angle (45-90 องศา) ใช้สำหรับพื้นที่แนวตั้งที่ต้องพึ่งพาระบบเชือกทั้งหมด โดยน้ำหนักส่วนใหญ่ลงที่ระบบเชือก

2.Safety First – ความปลอดภัยต้องมาก่อน

การสร้างสภาพแวดล้อมที่ลดโอกาสบาดเจ็บต่อทั้งผู้ช่วยเหลือและผู้ประสบภัย (Patient & Rescuers). อุบัติเหตุใน Rope Rescue มักรุนแรงและเกิดจาก Human Error เช่น ไม่ใส่ PPE ครบชุดหรือข้ามขั้นตอน Buddy Check.

  • ตั้งจุด “No-Go Line” กั้นพื้นที่เสี่ยงตก
  • ใช้แนวทาง ABCDE Safety Check (A‑Anchors, B‑Belay, C‑Communications, D‑Double‑Check, E‑Edge protection)
  • จัดทำ PPE Matrix—หมวกกันกระแทก, ถุงมือ, แว่นตา, รองเท้าหัวเหล็ก, fall‑arrest harness

3.มาตรฐานอุปกรณ์ – Choose Certified Gear

อุปกรณ์ที่ผ่านการรับรอง NFPA 1983 (Technical)/(General), UIAA หรือ EN สำหรับงานกู้ภัย. สถิติเผย 63% ของอุบัติเหตุอุปกรณ์ขาดเกิดกับ Gear ที่หมดอายุหรือไม่มีมาตรฐาน (NFPA Annual Report 2024)

  • สร้าง Gear Logbook บันทึกหมายเลข ประจำอุปกรณ์และ อายุการใช้งาน
  • แยกประเภท “Life Safety” กับ “Accessory” และจัดทำตารางการตรวจเช็คและบำรุงรักษา

4.เข้าใจคุณสมบัติเชือกและอุปกรณ์ – Rope & Equipment Characteristics

เข้าใจความต่างระหว่าง เชือก Static กับ Low‑Stretch และ Class ของอุปกรณ์ NFPA 1983 (Technical)/(General) สำหรับการสร้างระบบกู้ภัยด้วยเชือก เช่น เชือก Dynamic มีค่า elongation ที่สูง จึงมีแรงดึงกลับสูง อาจทำให้นักกู้ภัยหรือผู้ประสบภัยกระแทกผนังหรือพื้นผิวเมื่อใช้ระบบ haul/lower

  • ใช้เชือก 11 mm ขึ้นไปแบบ Static Kernmantle (NFPA G‑rated) เป็น Main & Belay
  • บันทึกจำนวนครั้งที่ใช้งานเชือกและอุปกรณ์ลงใน Logbook
  • ใช้ Rope Wrench & Edge Protector ลดความเสียหายที่เปลือกเชือก

5.เข้าใจเงื่อนพื้นฐาน – Master the Knots

เงื่อน Figure‑8, Double Fisherman’s, Overhand ที่ใช้สร้าง Tie‑in, Join, และ Load‑release hitch การผูกเงื่อนผิด หรือเลือกใช้งานเงื่อนผิดประเภท อาจทำให้เงื่อนสูญเสียความแข็งได้ถึง 30% ของ MBS (Minimum Breaking Strength

  • จัด “Knot Clinic” เดือนละครั้ง เพื่อฝึกทบทวนจนชำนาญ
  • ฝึกแก้เงื่อนเมื่อรับแรง (Under Load) เพื่อเตรียมภาวะฉุกเฉิน
  • สอน knot strength and efficiency เพื่อให้สามารถเลือกใช้เงื่อนได้เหมาะสม

6.Redundancy – มีระบบสำรองเสมอ

การสร้างระบบสองชั้น (Two‑Rope System: TTRS) หรือมี Back‑up ในทุก Critical Component หาก Anchor หลักหลุดจะมีระบบสำรองรับน้ำหนักทันที ซึ่งช่วยลดความสูญเสียและบาดเจ็บได้

  • ใช้ Twin‑Tensioned Rope System (TTRS) : Main 50%/Belay 50%
  • ทำ Load Transition Drill สับเปลี่ยน Load ไป Belay / Belay ไป Load เพื่อความชำนาญในการแก้ไขปัญหา

7.Anchor System – จุดยึดต้องแข็งแรง

โครงสร้างธรรมชาติ (Natural) หรือสิ่งปลูกสร้าง (Artificial) ที่รองรับแรง ≥ 15 kN พร้อมหลัก SERENE (Solid‑Equalized‑Redundant‑Efficient‑No Extension)

  • ใช้ Load‑Cell ทดสอบ Pre‑load ก่อนรับคนจริง
  • เลือกมุม Anchor ≤ 90° เพื่อลด Leg Loading
  • เสริม “No‑Knots in the System” edge‑protected sling ป้องกันแรงเฉือน

8. Teamwork & Communications – การทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร

เข้าใจโครงสร้าง Incident Command (IC) และ รหัสวิทยุสื่อสาร, สัญญาณมือ, สัญญาณนกหวีด

  • ระบุตำแหน่ง Edge man, Hauling/Lowering Team, Incident Command, Medic อย่างชัดเจน
  • ใช้คำสั่งมาตรฐาน “Haul, Stop, Lower, Slack” (“ขึ้น, หยุด, ลง, หย่อน”)และทวนคำสั่ง (Echo) ทุกครั้ง
  • จัด After‑Action Review (AAR) บันทึกข้อผิดพลาดสื่อสาร

9.Physics 101 – เข้าใจแรงและมุมของกฏฟิสิกส์พื้นฐาน

เข้าใจพื้นฐานและวิธีการคำนวณ แรงดึง (Tension), แรงลัพธ์ (Resultant Force), มุมวิกฤต (Critical Angle), ระบบรอกทดแรง (Mechanical Advantage) ในระบบเชือก

  • ศึกษาฟิสิกส์พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบแรง
  • โหลดแอพ RigRite หรือ Field Guide ช่วยในการทำงาน
  • ทำความเข้าใจวิธีการคำนวณและสร้างระบบ Mechanical Advantage

10. Risk Assessment – ประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

ใช้ Dynamic Risk Assessment (DRA) : ประเมินต่อเนื่องขณะงานดำเนิน เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนตลอดเวลา—อากาศ, ความสูงชัน, อันตรายที่มองไม่เห็น—ต้องมีแผน Go/No‑Go

  • ใช้โมเดล THREAT (Time, Hazards, Routes, Equipment, Actions, Team) ทบทวนทุก 15 min
  • เตรียม Emergency Backup Plan และ Medical Contingency
  • ใช้ Check‑list ICS‑215A ช่วยลดความเสี่ยงที่อาจมองข้าม

Supanan V.
Engineer/Paramedic (Rope Rescue Specialist)

Leave a comment

Create a website or blog at WordPress.com

Up ↑